ศูนย์ข่าวสปสช.

หน้าแรก รอบโลก หลักประกันสุขภาพอังกฤษ 'NHS' จะได้งบเพิ่มขึ้น 3.4% ทุกปีสำหรับ 5 ปีข้างหน้า

หลักประกันสุขภาพอังกฤษ 'NHS' จะได้งบเพิ่มขึ้น 3.4% ทุกปีสำหรับ 5 ปีข้างหน้า

รอบโลก | 17 กันยายน 2561

นับได้ว่าเป็นข่าวดีสำหรับ “ของขวัญวันเกิดครบรอบ 70 ปี” ที่ระบบ NHS จะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 ทุกปีสำหรับ 5 ปีข้างหน้า แต่ข่าวร้ายก็คือ แม้ว่างบประมาณที่จะได้รับเพิ่มขึ้นนี้จะเพียงพอสำหรับต่อสู้กับปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่อาจจะไม่เพียงพอสำหรับต่อสู้กับปัญหาที่ NHS ต้องเผชิญเพิ่มขึ้น 

นางเทเรซา เมย์ (Theresa May) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ได้กล่าวถึงแผนงบประมาณนี้ผ่านรายการ Andrew Marr Show ทางช่องบีบีซี ว่างบประมาณ 2.05 หมื่นล้านปอนด์ที่เพิ่มขึ้นในระยะเวลา 5 ปีจนถึงช่วงปีงบประมาณ 2023-2024 (พ.ศ. 2566-2567) ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอสำหรับแนวโน้มที่มีการเปลี่ยนแปลงตามเวลา เพราะรายจ่ายของระบบ NHS เฉลี่ยนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1948 (พ.ศ.2491) เป็นต้นมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.7 ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมากกว่างบประมาณที่ได้รับอนุมัติเพิ่มถึงร้อยละ 0.3 

สิ่งที่น่าวิตกกังวลก็คือ งบประมาณที่ได้รับเพิ่มขึ้นนี้ คำนวณจากเพียงส่วนเดียวของระบบเท่านั้น คือ เฉพาะ NHS ในอังกฤษ เท่านั้น (ไม่ใช่ทั้งสหราชอาณาจักร) ซึ่งครอบคลุมเฉพาะการบริหารจัดการของระบบ NHS เท่านั้น ยังไม่รวมถึงบริการสาธารณสุข การอบรม และโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อาคารและระบบไอที (บริการสุขภาพของสก๊อตแลนด์ เวลล์ และ ไอร์แลนด์เหนือนั้น บริหารจัดการโดยรัฐบาลท้องถิ่น และมีงบประมาณแยกออกจากกัน)

แต่หากเปรียบเทียบกับงบประมาณรายจ่ายล่าสุดของ NHS ที่ได้รับเพิ่มขึ้นทุกปีนั้น อยู่ในอัตราที่สูงกว่าร้อยละ 1 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และเป็นการอนุมัติงบประมาณแบบปีต่อปี ดังนั้นจึงทำให้การอนุมัติงบประมาณรอบนี้เป็นข้อตกลงที่มีความสำคัญมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่หน่วยงานอื่น ๆ ของภาครัฐ เช่น การศึกษา ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ 

คำถามที่มักจะไม่ค่อยมีคำตอบ

จากรายงาน ความเห็น และคณะกรรมการของรัฐบาล พบว่า คำถามที่ว่า งบประมาณที่กำหนดนี้จะ “เพียงพอ” สำหรับความต้องการของระบบ NHS หรือไม่นั้น เป็นคำถามที่ถูกถามบ่อย ๆ แต่มักจะไม่ค่อยได้รับคำตอบ แต่ในช่วง 2-3 ปีมานี้ คำถามนี้ได้กลายเป็นนโยบายสำคัญทางการเมือง และได้รับความสนใจมากขึ้นจากสาธารณชน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนกองทุนหลักสำหรับระบบ NHS ผ่านระบบภาษี  

ประเด็นสำคัญคือ การตัดสินใจว่า แค่ไหนถึงจะ “เพียงพอ” สำหรับการตอบสนองความต้องการในระบบ NHS

การที่ประชาชนมีชีวิตยืนยาวขึ้น โดยพบว่านับตั้งแต่ก่อตั้งระบบ NHS อังกฤษมีสัดส่วนผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เพิ่มสูงขึ้นถึง 3 เท่า และยังมีจำนวนที่เพิ่มขึ้นในอัตราเร่งมากในกลุ่มอายุ 85 ปีขึ้นไป และน่าเสียดายที่การมีชีวิตยืนยาวขึ้นนี้ ไม่ได้จะหมายถึงการมีสุขภาพดีด้วยเสมอไป โดยเฉลี่ยหลังอายุ 65 ปี ประชาชนจะมีชีวิตในภาวะสุขภาพไม่ดีต่อไปอีก 8.2 ปีสำหรับผู้ชาย และ 9.9 ปีสำหรับผู้หญิง ซึ่งข้อมูลนี้ก็มีความแตกต่างกันมากระหว่างกลุ่มคนรวยที่สุดกับกลุ่มคนที่จนที่สุดในประเทศ 

ถึงแม้ว่าระบบ NHS จะช่วยลดความเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากบางสาเหตุลงได้ แต่เมื่อประชากรมีอายุยืนนานมากขึ้น ก็กลับพบปัญหาสุขภาพบางกลุ่มอาการสูงมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ภาวะสมองเสื่อม 

การมีจำนวนประชากรสูงอายุมากขึ้นและมีความต้องการต่อบริการสุขภาพที่สูงมากขึ้น ทำให้เกิดแรงกดดันด้านงบประมาณต่อระบบ โดยมีการประมาณการว่าหากปรับด้วยปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงเหล่านี้และรายจ่ายที่แท้จริงแล้ว ในปี ค.ศ. 2009-2010 (พ.ศ. 2552-2553) ระบบ NHS ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้น จึงทำให้เกิดปัญหากับระบบ NHS และบุคลากรทางการแพทย์ ที่จำเป็นต้องตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นให้ได้ในภาวะที่มีทรัพยากรที่จำกัด 

การเพิ่มขึ้นของรายจ่ายด้านสุขภาพในระบบ NHS อย่างน้อยร้อยละ 4 ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา จำเป็นต้องได้รับการชดเชยงบประมาณที่ได้รับต่ำกว่ารายจ่ายอยู่หลายปี รวมทั้งต้องปรับปรุงระบบ NHS ให้เหมาะสมกับความต้องการในอนาคตด้วย แผนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 นี้ ก็แค่เพียงพอสำหรับการรักษาสภาพที่เป็นอยู่เท่านั้น  

งบประมาณที่ได้รับเพิ่ม จะถูกใช้ไปกับส่วนใดของระบบ?   

รัฐบาลกล่าวว่า แผนงบประมาณจะสอดคล้องกับแผน 10 ปีของรัฐบาล ที่จะมุ่งเน้นไปที่ บริการเกี่ยวกับโรคมะเร็งและจิตเวช รวมถึงการเพิ่มจำนวนแพทย์และพยาบาล ซึ่งไม่มีฝ่ายใดคัดค้าน แต่ในทางปฏิบัติอาจจะแตกต่างกันออกไป แต่ด้วยงบประมาณที่ได้รับเพิ่มขึ้นสูงกว่าร้อยละ 3.3 เพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงคาดว่าจะสามารถใช้เพื่อรักษามาตรฐานปัจจุบันของระบบ NHS ได้เท่านั้น   

ถึงแม้ว่าจะไม่มีเม็ดเงินเพียงพอสำหรับสร้างความมั่นใจในบริการจิตเวชที่จำเป็นสำหรับประชากรให้ได้เท่าเทียมกับความจำเป็นของบริการรักษาทางกาย และไม่มีเงินเพียงพอสำหรับสร้างความมั่นใจว่าอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจะดีขึ้นเทียบเท่ากับประเทศอื่น ๆ ในสหภาพยุโรป และไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในบริการปฐมภูมิและในโรงพยาบาล แต่ก็อาจจะมีเงินเพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาบางส่วนของระบบ NHS ที่กำลังเผชิญอยู่เท่านั้น    

การปรับปรุงระบบอย่างมีนัยสำคัญ จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดด้านสุขภาพในภาพกว้างและระยะยาว ตัวอย่างหนึ่งก็คือ การลงทุนในการส่งเสริมสุขภาพ แทนที่จะเป็นบริการสุขภาพ โดยประเมินพฤติกรรมเสี่ยง เช่น โภชนาการที่ไม่ดี การสูบบุหรี่ การบริโภคแอลกอฮอล์มากเกินไป การบริหารร่างกายไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นวิถีการดำเนินชีวิตที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังหลายโรคในประชากร ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขในระยะสั้นได้ เพราะกิจกรรมที่เริ่มดำเนินการตอนนี้ จะเกิดผลลัพธ์ต่อประชากรรุ่นต่อ ๆ ไป

การกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ ที่ไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น ก็ยังเป็นอุปสรรคที่ท้าทาย และจากความจริงที่ว่าหลายปีมานี้งบประมาณด้านสาธารณสุขถูกจำกัดลงทั้ง ๆ ที่ควรจะได้รับเพิ่มขึ้น ดังนั้นการกำหนดแผนงบประมาณล่าสุดที่ไม่ได้รวมบริการสาธารณสุขด้วยนั้น จึงไม่ใช่เป็นแนวโน้มที่ดีเลย

จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดเชิงระบบที่กว้างมากขึ้น 

การพิจารณางบประมาณรายจ่ายของระบบ NHS เพียงระบบเดียวดูจะไม่เพียงพอ เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของระบบ NHS เช่น การศึกษา ที่อยู่อาศัย และรายได้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบสูงมาก ไม่ใช่แค่ต่อด้านสุขภาพเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงศักยภาพของการทำให้ประชาชนมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ส่งเสริมการมีสุขภาพอนามัยที่ดีด้วย 

นอกจากนี้บริการสังคม ก็มีบทบาทสำคัญมากในการสนับสนุนบริการเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของประชากรสูงอายุด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามงบประมาณที่เพิ่มขึ้นก็ยังไม่สามารถตอบสนองกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ

งบประมาณภาครัฐได้เริ่มลดลงตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 (พ.ศ. 2552) เป็นต้นมา ทำให้งบประมาณด้านบริการสังคมสำหรับผู้ใหญ่ของภาครัฐในอังกฤษลดลงถึงร้อยละ 13.5 ในช่วงเวลาเดียวกัน เนื่องจากระบบบริการสุขภาพและบริการทางสังคมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด แรงกดดันต่อด้านหนึ่งของระบบบริการย่อมส่งผลกระทบต่ออีกด้านหนึ่ง และยังมีการเรียกร้องให้มีการบูรณาการด้านงบประมาณและด้านบริการระหว่างทั้งสองระบบให้มากขึ้น     

แน่นอนว่าระบบ NHS ย่อมได้ประโยชน์จากงบประมาณร้อยละ 3.4 ที่เพิ่มขึ้น และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของระบบที่น่าภาคภูมิใจของประเทศอย่างระบบบริการสุขภาพ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับการแก้ไขปัญหาในระยะยาวและทำให้ระบบ NHS ปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้

ขอบคุณที่มา แปลจาก Is the 3.4% spending increase enough to ‘save’ the NHS?: Theconversation.com

heroimage