ศูนย์ข่าวสปสช.

หน้าแรก จับกระแส เจาะลึกแผนเขต 6 รับมือ EEC ความท้าทายครั้งใหญ่ของระบบสาธารณสุขในพื้นที่

เจาะลึกแผนเขต 6 รับมือ EEC ความท้าทายครั้งใหญ่ของระบบสาธารณสุขในพื้นที่

จับกระแส | 23 มีนาคม 2562

การพัฒนาพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง ตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เป็นความท้าทายครั้งใหญ่ของระบบสาธารณสุขในพื้นที่ดังกล่าว เพราะเมื่อมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมเกิดขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการอพยพของประชากรและแรงงานเข้ามาในพื้นที่จนอาจเกินศักยภาพของหน่วยบริการที่จะรองรับ ดังนั้นหน่วยบริการและหน่วยสนับสนุนต่างๆทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่จึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เองนั้น สำนักงานเขตที่ต้องรับผิดชอบดูแลพื้นที่ EEC คือ สปสช.เขต 6 ระยอง ซึ่งทางเขต 6 ก็ได้วิเคราะห์สถานการณ์และเตรียมแนวทางรับมือไว้แล้วเช่นกัน

น.ส.อุดมลักษณ์ สำเภาพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสปสช. เขต 6 ระยอง ให้ข้อมูลว่า เมื่อโครงการ EEC เริ่มดำเนินการ คาดการณ์ว่าจะมีประชากรเคลื่อนย้ายเข้ามาในเขต 6 จำนวนมาก โดย ณ สิ้นสุดปี 2563 คาดว่าจำนวนประชากรในพื้นที่เพิ่มขึ้นไปถึงประมาณ 9 ล้านคน ทั้งคนไทยที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UC) และ Non-UC รวมทั้งแรงงานต่างชาติทั้งที่ถูกและผิดกฎหมาย

น.ส.อุดมลักษณ์ กล่าวว่า สิ่งที่เขต 6 ดำเนินการคือเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ใช้สิทธิ UC กับสิทธิประกันสังคมเพื่อดูว่ามีการเคลื่อนย้ายประชากรเข้ามาในพื้นที่เท่าไหร่ รวมทั้งแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยบริการในพื้นที่ซึ่งมีการสำรวจประชากรอยู่แล้ว เนื่องจากมีการเคลื่อนย้ายประชากรก็จะมีผลกับการลงทะเบียนและการย้ายหน่วยบริการประจำ เช่น เรื่องการลงทะเบียนก็จะกรณีว่าย้ายงานแล้วแต่มาแต่ตัว ไม่ย้ายหน่วยบริการประจำมาด้วย เมื่อรับบริการก็จะมีการเรียกเก็บเงินเกิดขึ้น ซึ่งทาง สปสช.เขต 6 จะเน้นเรื่องการประชาสัมพันธ์ให้รู้ว่าการย้ายหน่วยบริการประจำให้ตรงกับที่อยู่ปัจจุบันจะมีประโยชน์กับตัวผู้รับบริการอย่างไร ขณะเดียวกันยังมีข้อกังวลอีกประการคือปีที่ผ่านมาเริ่มพบการสวมสิทธิของคนต่างด้าวเกิดขึ้น ดังนั้น สปสช.ส่วนกลางจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาระบบการลงทะเบียนสิทธิที่สามารถยืนยันตัวตนได้

ในส่วนของการเข้าถึงบริการ มีประเด็นว่าเมื่อประชากรมากขึ้นแต่หน่วยบริการเท่าเดิมโดยเฉพาะหน่วยบริการภาครัฐ จะทำให้เกิดความแออัดในโรงพยาบาล อย่างไรก็ดี ด้วยระบบของ สปสช.ที่สามารถให้หน่วยบริการที่มีศักยภาพเข้ามาบริการในระบบ UC ได้ ดังนั้นสิ่งที่ทาง สปสช.เขต 6 มองอยู่ตอนนี้คือการสื่อสารกับหน่วยบริการที่เป็นคลินิกเอกชนให้เข้าร่วมบริการในลักษณะคลินิกชุมชนอบอุ่นเพื่อช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาล และแนวโน้มใน จ.ชลบุรี และระยอง ก็เริ่มมีหน่วยบริการเอกชนเข้ามาร่วมบริการเป็นคลินิกชุมชนอบอุ่นเพิ่มมากขึ้น

ปัญหาอีกประการคือในกรณีของการเจ็บป่วยที่มีพื้นที่ให้บริการน้อยอยู่แล้ว เช่น ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย ซึ่งพื้นที่เขต 6 มีอัตราการเกิดสูงมากเมื่อเทียบกับทุกเขตและอัตราการป่วยของเด็กแรกเกิดมีเยอะตามไปด้วย แต่พื้นที่รองรับหรือจำนวนเตียงสำหรับ Sick Newborn มีค่อนข้างน้อย โดยโรงพยาบาลรัฐที่มีพื้นที่รองรับมากที่สุดอยู่ที่โรงพยาบาลชลบุรีจำนวน 14 เตียง

"ปีที่ผ่านมาเราใช้หน่วยบริการภาคเอกชนที่ขึ้นทะเบียนในระบบหลักประกันสุขภาพ สามารถรองรับได้ 64 ราย" น.ส.อุดมลักษณ์ กล่าว

น.ส.อุดมลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า จากประเด็นดังกล่าว ทางเขตได้หารือในคณะทำงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยทำเรื่องขอสำรองเตียงในทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยให้แก่พื้นที่โดยใช้อัตราคล้ายๆ กับที่ กทม.ใช้กับโรงพยาบาลปิยะเวท อย่างไรก็ตาม การดำเนินการโรงพยาบาลสำรองเตียง ทางส่วนกลางไม่ต้องการให้เป็นหน่วยสำรองเตียง เพราะหากมีความเสียหายต้องได้รับการเยียวยาเบื้องต้นตามมาตรา 41 ก็จะไม่ได้รับการช่วยเหลือเนื่องจากโรงพยาบาลสำรองเตียงไม่ได้เป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพ

"สิ่งที่เราจะนำเสนอต่อคือขอให้กำหนดเป็นหน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้านสำหรับทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อย เพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนโรงพยาบาลจุฬารัตน์เป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพได้" น.ส.อุดมลักษณ์ กล่าว

ทั้งนี้ อีกประเด็นที่คณะอนุกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุขระดับเขตพื้นที่ (อคม.) ให้ความกังวลสนใจและมอบหมาย สปสช.เขตให้หาแนวทางขับเคลื่อนร่วมกับ Service Plan คือการควบคุมโรคติดต่อโดยเฉพาะวัณโรค เพราะเท่าที่มอนิเตอร์พบว่าอัตราการดื้อยาของวัณโรคในเขต 6 มีมากขึ้น จึงขอให้มีการคัดกรองและส่งต่อคนไข้เข้าสู่ระบบการรักษา ตลอดจน สปสช.เขต ติดตามการรักษาว่าครบถ้วนหรือไม่ Success rate เป็นอย่างไร โดยเฉพาะในแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามา บางครั้งเมื่อป่วยเป็นโรคแล้ว การติดตามมารับการรักษาค่อนข้างลำบาก ทำให้การควบคุมโรคในพื้นที่ค่อนข้างยาก

ด้าน นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการ สปสช. และรักษาการผู้อำนวยการ สปสช.เขต 6 ระยอง กล่าวว่า การเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษจะทำให้มีแรงงานเข้ามาทำงานเยอะขึ้นทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ รวมทั้งคนที่มีสิทธิบัตรทองย้ายถิ่นฐานมาแต่ไม่ได้ย้ายหน่วยบริการประจำ สปสช.มีหน้าที่ดูคนเหล่านี้ให้มีหน่วยบริการประจำในพื้นที่ ขณะเดียวกันก็จะเจอปัญหาว่าหน่วยบริการที่มีอยู่ไม่เพียงพอ โรงพยาบาลของรัฐอาจมีข้อจำกัดในการขยาย ดังนั้น สปสช.ก็ต้องดูว่าทำอย่างไรภาคเอกชนทั้งหลายจะช่วยรับภาระไปได้ หรือทำอย่างไรให้หน่วยบริการปฐมภูมิขยายตัวและเข้มแข็ง ประชาชนไม่ต้องมาถึงโรงพยาบาลหากเจ็บป่วยไม่เยอะ

"เรื่องนี้ต้องมีการวางระบบ ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้กระทบเฉพาะตัวผู้ให้บริการที่เป็นแรงงานอย่างเดียว ผู้ใช้บริการที่มีอยู่เดิมก็จะมีปัญหาเพราะคนมาใช้บริการมากขึ้น คิวยาวขึ้น โรงพยาบาลแออัดมากขึ้น กระทบกับคุณภาพบริการที่ควรได้ ซึ่งเดิมโรงพยาบาลรับคนได้ในปริมาณที่อยู่ตัวอยู่แล้ว พอมีคนเข้ามาเยอะขึ้นหน่วยบริการขยายตัวไม่ทันก็จะมีปัญหาด้านคุณภาพไปด้วย" นพ.ประจักษวิช กล่าว

heroimage