ศูนย์ข่าวสปสช.

หน้าแรก จับกระแส ประเทศไทยกับทิศทางการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ

ประเทศไทยกับทิศทางการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ

จับกระแส | 16 มิถุนายน 2559

"รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับประเด็นสุขภาพและความมั่นคงของมนุษย์มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้ตามความจำเป็น และไม่ล้มละลายจากการเจ็บป่วยและค่ารักษาพยาบาลที่มีราคาแพง ด้วยบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน โดยคำนึงถึงเกียรติและศักดิ์ศรีของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

ประเทศไทยเชื่อในความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศ และจะอาศัยจุดแข็งของระบบสุขภาพไทย โดยร่วมกับอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ เป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมืออาเซียนบวกสามด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ASEAN Plus three UHC Network) โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ในภูมิภาคเรื่องการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อขับเคลื่อนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

เป็นถ้อยแถลงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ต่อเวทีประชุมสหประชาชาติในเดือน ก.ย. 2558 ที่สหรัฐอเมริกา นัยของถ้อยแถลงได้รับการตีความหลากหลายทิศทาง อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ในรอบปีที่ผ่านมาซึ่งมีการกล่าวหาจากบางกลุ่มว่า ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ประเทศไทยดำเนินการมากว่าทศวรรษนั้นเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และนำมาซึ่งปัญหาที่รุนแรง ทั้งเรื่องตัวชี้วัดทางสุขภาพ ผลการดูแลรักษา รวมไปถึงความไม่เท่าเทียมกันระหว่างระบบหลักประกันสุขภาพต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย

หากพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ของประเทศไทยโดยย่อจะพบว่า แต่เดิมประชาชนชาวไทยจำนวนมากที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ ยกเว้นกลุ่มที่อยู่ในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการ และกลุ่มที่อยู่ในระบบประกันสังคม ทำให้ยามเจ็บป่วยหนักๆ ก็ต้องมีการกู้หนี้ยืมสินมารักษาตัวเอง

นอกจากนี้ สัดส่วนของประชากรที่อยู่ในกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุด จึงเท่ากับว่าในระยะยาวการล้มละลายจากการเจ็บป่วยจะทำให้เกิดวิกฤตต่อประชาชนอย่างแน่นอน ทั้งในแง่การผูกพันของหนี้สินระยะยาว ไปจนถึงการสูญเสียผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศจากการเสียชีวิต ทุพพลภาพ และการพึ่งพิงของประชาชนที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการดูแลรักษาพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

เหตุและผลดังกล่าวจึงสะท้อนอย่างชัดเจนในวิสัยทัศน์ของหน่วยงานที่ดูแลระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ด้วยประโยคที่ว่า "ทุกคนที่อาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย ได้รับความคุ้มครองหลักประกันสุขภาพอย่างถ้วนหน้า ด้วยความมั่นใจ"

ทว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เราปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเกิดขึ้นของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมเทียบเท่าสึนามิในระบบสุขภาพ เพราะสัจธรรมที่ว่า เงินกับอำนาจมักเป็นของคู่กัน

งบประมาณของประเทศด้านสุขภาพซึ่งส่วนใหญ่เคยได้รับการดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุขนั้น ได้รับการปรับวงจรการบริหารใหม่ โดยใช้แนวคิดการมองระบบดูแลรักษาพยาบาลที่แยก "ผู้ซื้อบริการ" และ "ผู้ให้บริการ" เพื่อลดทอนอคติที่เกิดขึ้นจากการที่หน่วยงานดูแลรักษาพยาบาลเป็นทั้งผู้ถือเงิน และผู้จัดบริการ อันอาจสุ่มเสี่ยงต่อการใช้เงินอย่างไม่มีประสิทธิภาพ และการมีประโยชน์ทับซ้อนจากการจัดสรรบริการตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ

แต่ผลจากการนี้ ก็ทำให้เกิดความขัดแย้งด้านการบริหารจัดการและลุกลามกลายเป็นความกังวลว่าจะมีการทบทวนเรื่องหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกันใหม่ จนสร้างความหวาดระแวงของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพว่า รัฐบาลไทยจะมีความเคลื่อนไหวไปจนถึงขั้นการล้มหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือไม่

ดังนั้นถ้อยแถลง (ไม่ใช่ "ถ้อย-แถ-ลง") ของนายกรัฐมนตรีที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ ครั้งนี้จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งว่าหมายความเช่นไร

เชื่อเถิดว่า ไม่มีใครสามารถตอบได้ ยกเว้นจะถามท่านโดยตรง แต่หากจะลองตีความ โดยพิจารณาปัจจัยแวดล้อมที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพไทยขณะนี้ ก็พอจะสรุปตามข้อเท็จจริงได้ ดังนี้

หนึ่ง เรื่องหลักประกันสุขภาพนั้นเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในเวทีโลก เพราะนอกจากสัมพันธ์กับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนแล้ว ยังส่งผลต่อเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

สอง การแถลงของนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นการประกาศต่อเวทีโลกว่า ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาหลักประกันสุขภาพอย่างแน่นอน เพราะทราบถึงความเป็นไปได้ของผลกระทบต่อประชาชนจากการไม่มีหลักประกันสุขภาพ แต่ทิศทางการพัฒนาจะเน้นเรื่อง "การเข้าถึงตามความจำเป็น" "คุณภาพ" และ "ความเท่าเทียม"สาม แนวทางการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรุนแรงนั้น มีแนวโน้มที่ดีจากการมองความเคลื่อนไหวของงานสุขภาพระดับชาติด้านอื่น เช่น การปรับโครงสร้างคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ที่ผู้ติดตามเรื่องนี้ทราบกันดีว่ามีประเด็นอุปสรรคที่พยายามจัดการกันมานานภายใต้โครงสร้างเดิม

ได้แก่ การผลักดันเรื่องโรงงานผลิตและวิจัยวัคซีน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการพึ่งพาตนเองของประเทศไทย ลดภาระค่าใช้จ่ายจากการซื้อวัคซีนจากต่างประเทศในระยะยาว แต่เรื่องนี้กลับไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้ตามที่คาดหวัง

จนมาถึงยุคปัจจุบันที่ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ได้แสดงออกซึ่งลักษณะภาวะผู้นำที่พึงประสงค์ในภาวะวิกฤต ทำการปรับโครงสร้างการบริหาร ไม่ยึดติดกับหัวโขน เสนอให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติเป็นเลขานุการ

หากมองเรื่องนี้เป็นกรณีศึกษา พอจะคาดเดาได้ว่า แนวทางการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพท่ามกลางวิกฤตความขัดแย้งนั้น อาจจัดการได้โดยใช้แนวทางบริหารที่คล้ายกัน กล่าวคือ ลดความเป็นตัวตนของผู้มีอำนาจในแต่ละหน่วยงานหลักที่เป็นคู่ความขัดแย้ง และสร้างกลไกบริหารจัดการกลางที่มีผู้ใหญ่ที่มีบารมี เป็นที่เคารพของทุกฝ่าย และมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจสูงสุด เพื่อให้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นสามารถขับเคลื่อนไปได้ตามทิศทางที่มุ่งหวัง

ทั้งนี้ โปรดเชื่อเถิดว่า เรื่องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้นไม่ใช่เรื่องที่คนรวยช่วยคนจน แต่เป็นเรื่องที่ได้รับการศึกษาวิจัยแล้วพบว่าสัมพันธ์อย่างมากกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ดังจะเห็นได้จากรายงานของสถาบันการแพทย์ของสหรัฐ ค.ศ. 2009 ที่ชี้ให้เห็นว่าการที่ประเทศมีประชาชนที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพ นอกจากเกิดผลกระทบต่อตัวบุคคลนั้นๆ ยามเจ็บป่วยแล้ว กลับมีผลต่อคุณภาพของระบบบริการดูแลรักษาพยาบาลของประเทศโดยรวม

พื้นที่ใดที่มีประชาชนที่ไม่มีหลักประกันสุขภาพในสัดส่วนที่สูง ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่นั้นแม้จะมีประกันสุขภาพของตัวเองก็จะประสบปัญหาในการรับบริการดูแลรักษา และคุณภาพของการรักษาด้วยไม่มากก็น้อย

นอกจากนี้ พบปรากฏการณ์ที่น่ากังวล คือ ค่าเบี้ยประกันสุขภาพเอกชนโดยเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าใน 10 ปี (1,543 เหรียญสหรัฐ ใน ค.ศ. 1999 และ 3,354 เหรียญสหรัฐ ใน ค.ศ. 2008) ชุดสิทธิประโยชน์ที่เอกชนจัดให้นั้นมีแนวโน้มที่จะลดน้อยถอยลงตามลำดับ

ทั้งนี้ เพราะระบบประกันสุขภาพเอกชนนั้นผูกติดโดยตรงกับเรื่องกำไรขาดทุนจากการประกอบกิจการประกันและสภาวะเศรษฐกิจของสังคม จากหลักฐานต่างๆ ดังกล่าวจึงเป็นที่มาที่ทำให้สหรัฐต้องขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะว่าด้วยเรื่องการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพของตนให้ครอบคลุมประชาชนทุกคน

เหตุผลหลักของการขับเคลื่อนนี้ก็เพราะ "การขาดหลักประกันสุขภาพสำหรับประชาชนถือเป็นภัยคุกคามที่รุนแรงทั้งต่อคน และต่อประเทศ" นั่นเองยุคที่ประชาชนรวยเร็ว จนเร็ว รวยแบบไม่ทันตั้งตัว จนแบบไม่ทันคาดคิด...หลักประกันสุขภาพสำหรับประชาชนคือสิ่งที่รัฐสมควรจัดให้ โดยคำนึงถึงทรัพยากรที่มีความจำเป็นที่ต้องมีคุณภาพที่เหมาะสม และเหนืออื่นใดคือ การพัฒนาระบบสุขภาพโดยที่คนทำงานอย่างมีความสุขกายสบายใจ มิได้มองเป็นการซื้อขายสินค้าหรือบริการแบบธุรกิจอุตสาหกรรม เพราะเรากำลังดูแล "ชีวิตและจิตใจของคนเจ็บ" ด้วย "ชีวิตและจิตใจของบุคลากรวิชาชีพสุขภาพ"

หมายเหตุ : ปัจจุบันประธานคณะกรรมการเตรียมการสร้างหลักประกันสุขภาพอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus three UHC Network) นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ได้รับคัดเลือกจากที่ประชุมเมื่อ เม.ย. 2557 ให้ดำรงตำแหน่งนี้ โดยมีวาระ 2 ปี

heroimage